ใน วันที่ภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ ใครๆ ก็โดนผลกระทบไปทั่ว แต่ไม่ใช่บรรดาหนุ่มสาวนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่หัวใส ใช้เวลาช่วงหลังเลิกเรียนหรือวันหยุดสุดสัปดาห์
ทำงานเพื่อหารายได้พิเศษ และลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวกันมาตั้งนานแล้ว
น้องๆ ทั้งหลายมีไอเดียเด็ดในการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แบบที่ชอบๆ ลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ ที่เรียกว่า “เปิดท้ายขายของ”
อาชีพ เปิดท้ายขายของเป็นอาชีพเสริมยอดฮิตได้ประมาณเกือบ 10 ปีแล้ว โดยการนำของที่ใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์แต่งบ้าน หนังสือ หรือข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มาขายในราคาถูก สินค้าแฮนด์เมดที่ทำจากฝีมือตัวเอง หรือสินค้าตามแฟชั่นทั่วไป
นอก จากนี้ หลายคนเน้นรูปแบบการขายให้เป็นเรื่องของธุรกิจมากขึ้น มากกว่าจะเป็นแค่งานอดิเรก หรือรายได้เสริม เพราะเล็งเห็นว่าน่าจะสามารถพัฒนาทำให้เป็นรูปแบบธุรกิจที่มีความมั่นคงและ กลายเป็นอาชีพหลักในอนาคตข้างหน้าได้
ว่าน-ศิริดล เกื้อบุญสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้า เป็นคนหนึ่งที่ใช้เวลาว่างจากการเรียนมาเป็นพ่อค้าเปิดท้ายขายของ
ว่านเริ่มต้นจากความคิดอยากจะหาอะไรทำยามว่างที่มีสาระ และได้เงินด้วยพร้อมๆ กัน
“จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินเท่าไหร่ แค่อยากจะหาอะไรทำนอกเหนือจากเรียน จึงมานั่งคุยกับเพื่อนว่าอยากจะขายของ…ตระเวนขายแบบแบกะดินเล็กๆ น่ะครับ เพราะโดยปกติเป็นคนชอบช็อปปิ้ง และชอบเดินดูของตามตลาดนัดต่างๆ อยู่แล้ว ทีนี้ผมก็พอมีฝีมือเรื่องศิลปะนิดๆ หน่อยๆ จึงตัดสินใจจะทำงานแฮนด์เมดออกมาขาย เท่าที่จำได้ว่าลงทุนครั้งแรกประมาณ 5,000 บาท ไปซื้อเครื่องหนังแท้ๆ มาจากย่านเสือป่า กับสมุดเปล่าเล่มเล็กๆ มาอีกหลายสิบเล่ม แล้วก็ใช้ฝีมือทางศิลปะนิดหน่อยในการแปลงเครื่องหนังกับสมุดเปล่าให้กลาย เป็นไดอะรีปกหนังเท่ๆ ตามแบบที่เราต้องการ นอกนี้ก็ยังมีสร้อยข้อมือ ซองใส่พาสปอร์ต และกระเป๋าดินสอ”
ช่วงแรกๆ ศิริดลใช้เวลาในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หอบหิ้วของพะรุงพะรังไปตามย่านตลาดนัดเปิดท้ายขายของชื่อดังต่างๆ ประเภทแบกะดิน ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมเมือง เพื่อหาทำเลค้าขาย และหาโอกาสเรียนรู้ชีวิตของพ่อค้าแบกะดิน
“ผม ต้องรู้ให้ได้ว่าในกรุงเทพฯ มีตลาดนัดเปิดท้ายที่ไหนบ้างที่มีคนเยอะๆ และสอง สินค้าของผม ซึ่งเป็นงานแฮนด์เมด เป็นงานฝีมือ ต้องไปวางขายในที่ที่เหมาะสม คือไปในที่ๆ คิดว่าต้องมีคนมาสนใจงานเราแน่ๆ ทุกวันนี้ ผมจะวนเวียนอยู่ที่ตลาดนัดสวนจตุจักรวันเสาร์อาทิตย์ ตรอกข้าวสารช่วงกลางคืน ริมถนนหน้าสยามสแควร์ตอนดึก ตลาดนัดวันศุกร์ อินดี อิน ทาวน์ ที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ และงานอีเวนต์ต่างๆ ที่รวมวัยรุ่นจำนวนมากไว้ในที่เดียวกัน เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ของผมคือวัยรุ่น นักศึกษา คนหนุ่มสาวที่ดูอาร์ตๆ หน่อย และฝรั่ง”
“ผมตั้งราคาขายแบบทั่วๆ ไปเริ่มที่ 89 ถึง 499 บาท ตีราคาเอาจากต้นทุนและค่าฝีมือ เพราะสินค้าผมเป็นงานเครื่องหนัง เป็นงานฝีมือตัวเอง ผมเชื่อว่านักซื้อแทบทุกคนจะให้ความนับถือ และยอมจ่ายเต็มจำนวนให้กับสินค้าแฮนด์เมดมากกว่าสินค้าประเภทอื่นๆ เพราะมันมีคุณค่าในตัวของมัน”
สำหรับเรื่องนักศึกษากับบทบาทพ่อค้าแม่ค้า เปิดท้ายขายของในยุคนี้ ศิริดล แสดงความเห็นพร้อมแชร์ประสบการณ์ให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า
“นัก ศึกษาอย่างผมที่มาเปิดท้ายขายของนี่ ส่วนใหญ่แล้วแรกๆจะขายขำขำ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ช่างมัน ไม่คาดหวังว่าจะรวย หรือตั้งใจให้มันเป็นอาชีพหลักอะไรกันหรอก คือทำเอาสนุกน่ะ พวกนี้พอเบื่อเดี๋ยวก็เลิก แต่ถึงยังไงก็เหอะ หากนักศึกษาคนไหนคิดอยากจะหารายได้พิเศษเพิ่มในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ ผมก็สนับสนุนนะ มันเป็นความคิดที่ดี แต่ถ้าอยากจะมาทำอาชีพเปิดท้ายขายของเนี่ย ก็ต้องคิดดีๆ ว่าอยากจะขายของหาเงินจริงไหม แล้วจะขายอะไร ถ้าคุณคิดแค่ว่าอยากจะขายของเท่ๆ นั่งดูสาวเพลินไปเรื่อย ไม่หวังกำไร มันไม่ฉลาดเลย เสียเงินแถมเสียเวลาอีก”
“ผม ยอมรับว่าช่วงแรกๆ ก็ขายแบบขำขำเหมือนกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป งานของผมถือว่าขายได้เรื่อยๆ เพราะยังมีผู้คนจดจำงานของเราได้ เริ่มมีลูกค้าประจำ มีออร์เดอร์สั่งงานพิเศษ ดีใจมากที่งานฝีมือของเรามีคนสนใจ ผมก็เลยเอาจริงเอาจังกับมันมากกว่าแต่ก่อน”
ตอนนี้ศิริดล กำลังจะเรียนจบจากรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว และผลการเรียนพอใช้ได้ 2.67 ซึ่งเขาบอกว่าตลอดเวลา 3 ปีที่ทำอาชีพเสริมนี้มา ไม่เคยกระทบต่อการเรียนเลย เพราะส่วนใหญ่เขาจะขายของในเย็นวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์เป็นหลัก
“เรียนจบมาไม่ว่าจะมีงานทำหรือตกงาน ผมก็คงต้องขายของต่อไปอยู่แล้ว มันเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้พิเศษนอกเหนือจากเงินที่ทางบ้านให้เยอะพอ สมควร รวมๆ แล้วประมาณเดือนละไม่น้อยกว่า 7,000 บาท และที่สำคัญมันทำให้ผมมีความสุข และรู้สึกมีชีวิตจริงๆ”
หนึ่ง ฤทัย พงษ์เชี่ยว นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยรามคำแหง แม้จะอายุแค่ 19 ปี แต่เธอร่วมกับเพื่อนๆ เพนต์เสื้อยืดขายตามตลาดนัดริมฟุตปาท และบนสะพานลอยบางแห่งในละแวกบางกะปิ-รามคำแหง ได้เงินมาใช้เป็นกอบเป็นกำโดยไม่ต้องพึ่งพ่อแม่
“ปกติ แล้วแถวหน้าราม จะมีคนเดินกันขวักไขว่ตลอดทั้งวันทั้งคืน เพราะมีหอพักนักศึกษาตั้งอยู่เยอะมากเป็นร้อยๆ แห่ง ถือเป็นทำเลที่ดีมาก ทีนี้เรากับเพื่อนๆ ก็ลองไปซื้อเสือยืดเปล่าหลายๆ สีมา แล้วเพนต์อาร์ตเวิร์กเท่ๆ ลงบนเสื้อ มีทั้งประโยคขำขัน คำคม รูปใบหน้าของคนดัง และอื่นๆ อีกเยอะ วางขายตัวละ 150 บาท ปรากฏว่าขายดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก”
จุดขายของเสื้อยืดที่เธอและ เพื่อนๆ สร้างสรรค์มากับมือนั้นอยู่ที่ราคาถูกแบบน่ารักของมัน 150 บาท เนื้อบางเบาสบายของเนื้อผ้า และสกรีนเจ็บๆ บนตัวเสื้อ
“กิจการ เสื้อยืดของพวกเราเพิ่งเริ่มตั้งไข่เท่านั้นเองค่ะ เพิ่งขายได้ 2 เดือนกว่า ทุกๆ วันหยุดเสาร์อาทิตย์ ก็จะมากับเพื่อนๆ ที่ลงทุนด้วยกันอีก 3 คน ช่วยกันขายของ แต่ละคนยังไม่ค่อยเป็นงานอะไรกันสักเท่าไหร่ ก็ต้องเรียนรู้อีกเยอะ ทั้งเรื่องการหาสถานที่ขายเหมาะๆ การติดต่อขอเช่าที่ขายของ”
เธอบอกว่าการเปิดร้านขายของเล็กๆ ตามตลาดนัดเปิดท้าย ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนหนุ่มสาววัยนักศึกษาที่ต้องการจะ ทำงานหารายได้พิเศษ
“เวลาที่ว่างจากการเรียน ถามว่าถ้ามีโอกาสหางานเล็กๆ น้อยๆทำเพื่อหารายได้เพิ่ม และประหยัดเงินครอบครัว ก็ควรจะทำ หลายคนนิยมไปสมัครเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ในห้างต่างๆ แต่ก็มีไม่น้อยเลยที่เลือกทำอาชีพเสริมที่อิสระ เช่น การเปิดท้ายขายของ ซึ่งเราอาจจะเริ่มจากนำเสื้อผ้าดีๆ ที่ใส่ไม่ได้แล้ว หนังแผ่นเก่าๆ ที่ไม่ดูแล้ว รองเท้าที่ยังสภาพดีแต่คับ และอีกมากมายหลายอย่าง รวบรวมนำมาวางขายในราคาถูกๆ จะได้ไม่รกเกะกะบ้าน เพราะยังไงก็ใช้การไม่ได้อยู่แล้ว แถมยังได้เงินด้วย หรือใครที่มีไอเดียดีๆ และพอมีฝีมือทางศิลปะ ก็อาจจะทำสิ่งของอะไรบางอย่างซึ่งเป็นงานแฮนด์เมดเก๋ๆ เอามาโชว์วางขายกันก็ได้ งานอดิเรกแบบนี้มันเปิดเปิดกว้างให้เราคิด เราตัดสินใจได้อย่างอิสระเต็มที่”
ภควรรณ อัมพรพันธุ์ หรือ จอย นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิจิตรศิลป์ สาขาออกแบบกราฟฟิก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อายุเพียง 22 ปี แต่วันนี้เธอคือเจ้าของตุ๊กตายี่ห้อ “มินิมอนสเตอร์” ซึ่งตอนนี้มีวางขายที่เคาน์เตอร์ลอฟท์ (Loft) สยามดิสคัฟเวอรี กับบีทูเอสสาขาลาดพร้าว เซ็นทรัลเวิลด์ บางนา พระราม 2 พระราม 3 ชิดลม พารากอน ไปจนถึง ลอฟท์ สาขาญี่ปุ่น และอเมริกา
“เริ่ม เย็บตุ๊กตาขายตั้งแต่ ม.6 ค่ะ ทำง่ายๆ เลย ซื้อผ้ามาเย็บ แล้วกลับด้านออกมา ยัดนุ่นเข้าไป แต่งหน้าแต่งตา เย็บปิด แพตเทิร์นแรกๆ ทำเป็นพวกสัตว์ทั่วไป เช่น กระต่าย หมี ควาย มีทุกไซส์ตั้งแต่ 3 นิ้ว จนถึง 1 ฟุต เริ่มแรกตั้งราคาตัวละ 49 บาท พอช่วงไฮซีซัน เดือน พ.ย.-ก.พ. ก็เริ่มมีออร์เดอร์จากต่างประเทศเข้ามาเรื่อยๆ ค่ะ แล้วจากที่จอยทำคนเดียวก็ต้องปรับเป็นธุรกิจภายในครอบครัว ให้คุณพ่อซึ่งเป็นเลขารองผู้ว่าราชการจังหวัด เออร์ลีลาออกมาช่วยกัน ส่วนคุณแม่ก็ต้องลาออกจากงานธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเหมือนกันค่ะ เพราะว่าออร์เดอร์เยอะจริงๆ” จอย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของมินิมอนสเตอร์ที่เริ่มจากการอยากหารายได้พิเศษ จนกระทั่งกลายเป็นแบรนด์ใหม่มาแรง
สิ่งสำคัญที่ทำให้มินิมอนสเตอร์ ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จอยบอกว่าน่าจะเป็นเพราะความแปลก รูปลักษณ์หน้าตา สีสัน วัสดุที่ใช้ และมีสไตล์
แม้จะทำธุรกิจและ เรียนหนังสือไปด้วย ก็ไม่กระทบถึงการเรียน แค่ตั้งใจเรียนในห้องเต็มที่ และตอนเย็นก็เริ่มทำตุ๊กตา แต่อย่างไรก็ต้องรับผิดชอบการเรียนให้ได้ด้วย
“เกรด เฉลี่ยตอนนี้ 3.5 ค่ะ จอยอยากฝากไปถึงเพื่อนๆ ว่าอยากทำอะไรก็ทำเลย เพราะว่ามันเป็นโอกาสที่จะได้โชว์ความสามารถ สติปัญญาของเราให้คนอื่นได้รับรู้” จอย ทิ้งเคล็ดลับสำหรับเพื่อนๆ ที่มีความฝันในเส้นทางเดียวกับเธอ


Be First To Comment
Sorry the comment area are closed