เศรษฐกิจประเทศไทยในปัจจุบัน กล่าวได้ว่าอยู่ในภาวะถูกรุมเร้าจากปัจจัยลบนานัปการ ทั้งปัญหาการเมืองในประเทศอันส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ ซ้ำเติมผลกระทบที่ได้รับจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังไม่รวมเหตุการณ์ล่าสุด วิกฤตการเงินในสหรัฐฯ ที่กำลังส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกรวมถึงประเทศไทย
ผลของปัจจัยลบต่างๆ เหล่านี้บั่นทอนความมั่นใจของภาคธุรกิจและสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปถึงประชาชนผู้บริโภค เพราะเมื่อไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจผู้บริโภคก็จะชะลอการจับจ่ายใช้สอยมีผลให้ยอดขายของภาคธุรกิจถดถอยและชะลอการลงทุนขยายธุรกิจ จากจุดนี้ก็จะมีผลย้อนกลับไปสู่ประชาชนผู้บริโภคให้มีรายได้ลดลงด้วยเหตุที่ธุรกิจเอกชน คือ แหล่งสร้างรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ จึงกลายเป็นปัญหางูกินหางที่ยังหาทางออกไม่เจอ
กระนั้นในสถานการณ์ที่ธุรกิจส่วนใหญ่เกิดการชะงักงันจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ ยังปรากฏว่ามีธุรกิจบางประเภทและผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งที่สามารถผลิก “วิกฤต” ให้เป็น “โอกาส” หรือสามารถหาช่องทางของตัวเองเจอ สร้างสรรค์จนเกิดเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้สวนกระแสความซบเซา
และต่อไปนี้คือตัวอย่าง 10 ธุรกิจที่การดำเนินกิจการเฟื่องฟูท่ามกลางภาวะวิกฤตและกระแสเศรษฐกิจถดถอย เป็นกรณีศึกษาที่ผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นหลักคิดในการมองหา “โอกาส” ของตนเองต่อไป
ธุรกิจนวดแผนไทย
จากปัญหาด้านสุขภาพและความเครียดของผู้คนยุคเศรษฐกิจตึงตัว ทำให้ธุรกิจนวดแผนไทยกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสําหรับผู้ต้องการมีธุรกิจของตนเอง ด้วยเป็นธุรกิจลงทุนต่ำระยะเวลาการคืนทุนสั้น แต่ความต้องการใช้บริการมีอยู่อย่างล้นหลาม โดยกลุมลูกคาเปาหมายแบงเปน 2 กลุมหลักๆ คือ บุคคลทั่วไปที่ตองการผ่อนคลายความตึงเครียด ซึ่งรวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่วนลูกค้าอีกกลุ่มจะเป็นผู้ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพที่ต้องการการบำบัดด้วยการนวด
เจ้าของร้านศยา นวดเพื่อสุขภาพ ให้บริการนวดฝ่าเท้า นวดแผนไทย และนวดอโรมา ตั้งอยู่ในปิยะรมย์พาร์ค โครงการคอมมูนิตี้มอลล์ย่านสุขุมวิท 101 สะท้อนความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า ร้านศยามีพนักงานนวดให้บริการ 9 คน เปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนถึง 3 ทุ่ม กิจการในช่วงปีผ่านมาจนถึงปัจจุบันแม้เศรษฐกิจค่อนข้างชะงักแต่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการโดยตลอด ในวันธรรมดาอย่างน้อย 10 คนต่อวัน แต่ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างหนาแน่นชนิดที่ต้องรอคิวกันเลยทีเดียว
ด้วยปัจจัยจ่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น และกระแสที่คนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้นทำให้ร้านนวดแผนไทยเกิดขึ้นจำนวนไม่น้อย และเจ้าของร้านนวดแผนไทยจำนวนไม่น้อยยืนยันตรงกันว่า ภาวะเศรษฐกิจไม่ส่งผลต่อกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะจำนวนพนักงานนวดแต่ละร้านยังไม่เพียงพอต่อกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ โดยเฉพาะช่วงวันหยุด
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจนวดแผนไทยได้รับการตอบรับอย่างดีนั้น ก็เนื่องจากอัตราค่าบริการที่ไม่สูงมาก โดยเริ่มต้นที่หลักร้อยบาทไปจนถึงสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับทำเล และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของแต่ละร้าน ด้วยค่าบริการที่ไม่สูงเช่นนี้จึงทำให้ลูกค้าตัดสินใจใช้บริการแบบไม่ยาก ยิ่งเศรษฐกิจยุคนี้ที่คนส่วนใหญ่ต้องแบกรับความเครียดจากการทำงาน ยิ่งทำให้ความต้องการใช้บริการนวดแผนไทยมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
และด้วยจุดเด่น ลงทุนต่ำ คืนทุนเร็ว จึงทำให้สามารถพบเห็นธุรกิจนวดแผนไทยเปิดร้านให้บริการอยู่ในทุกทำเลที่มีผู้คนพลุกพล่าน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าหรือช้อปปิ้งมอลล์ต่างๆ ไล่ลงมาจนถึงตามแหล่งชุมชนต่างๆ ตลอดจนงานอีเวนท์ใหญ่ก็มีธุรกิจนี้ไปเปิดให้บริการ ซึ่งต้องบอกว่าแม้เศรษฐกิจชะลอตัวลง การเมืองจะวุ่นวายก็ไม่มีผลกระทบต่อกิจการนวดแผนไทย เพราะตราบใดที่ผู้คนยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ และต้องการผ่อนคลายความตึงเครียดแล้ว กิจการนวดแผนไทยยังเป็นธุรกิจดาวเด่นที่น่าสนใจ
ธุรกิจสถานบันเทิง “ผับ-คาราโอเกะ”
อีกหนึ่งธุรกิจที่ความคึกคักไม่เคยเจือจางไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร ต้องยกให้ธุรกิจสถานบันเทิงประเภท “ผับ-คาราโอเกะ” ที่มุ่งตอบสนองความต้องการคลายเครียดและแสวงหาความสุขใส่ตัวของประชาชนคนเมือง โดยมีสินค้าเครื่องดื่มน้ำเมาเป็นผู้สนับสนุนและผลักดันอย่างแข็งแกร่งอยู่เบื้องหลัง
ทั้งนี้ ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มตึงตัว ประชาชนคนเมืองเริ่มรับรู้ถึงผลกระทบจากค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้นในขณะที่รายรับเท่าเดิมทำให้ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย ในช่วงนี้ธุรกิจสถานบันเทิงอาจซบเซาไป แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เมื่อประชาชนคนเมืองเริ่มคุ้นชินกับสภาพเศรษฐกิจ การจับจ่ายก็เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ที่สำคัญกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจสถานบันเทิง 40 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุ 20 ปี (ตามเกณฑ์กฎหมายกำหนด) บวกด้วยกลุ่มคนทำงานที่เพิ่งพ้นสภาพนิสิตนักศึกษามาไม่นานอีกประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ รวมคนสองกลุ่มนี้ก็เป็นตัวเลขสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้บริการธุรกิจสถานบันเทิง ซึ่งต้องบอกว่าคนกลุ่มนี้มีอำนาจในการจับจ่ายสูงและยินดีควักกระเป๋าเพื่อสนองความต้องการของตนเองโดยไม่ต้องคิดนาน
นอกจากนี้ การที่กลุ่มสินค้าเครื่องดื่มน้ำเมาทั้งเหล้าและเบียร์ ถูกสกัดกั้นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกประเภทตามข้อบัญญัติของกฎหมาย จึงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดหันมาจัดกิจกรรม ณ จุดขายทดแทน หรือเรียกว่า บีโลว์เดอะไลน์ (Below-the-line) เป็นเหตุให้ธุรกิจสถาบันเทิงรับอานิสงส์จากจุดนี้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะบรรดายักษ์ใหญ่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างทุ่มงบสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามผับและคาราโอเกะ อาทิ การจัดคอนเสิร์ต หรือมินิคอนเสิร์ตของดารานักร้องชื่อดัง เพิ่มแรงดึงดูดนักเที่ยวราตรีให้ออกจากบ้านมาชุมนุมกันในสถานบันเทิงเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นไปอีก
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจสถานบันเทิงจึงยังคงความร้อนแรงแม้เศรษฐกิจจะผันผวนเช่นไร พิสูจน์ได้จากแหล่งสถานบันเทิงในกรุงเทพฯและปริมณฑล เช่น ถนนรัชดาฯ เลียบทางด่วนรามอินทราฯ ถนนเกษตร-นวมิตร ถนนข้าวสาร ถนนพระราม 5 ถนนกำแพงเพชร (อ.ต.ก.) รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวยามราตรีในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต หรือพัทยา ยังคงคึกคักเนืองแน่นด้วยบรรดานักเที่ยวทุกค่ำคืน
ธุรกิจอาหารญี่ปุ่น
ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นยังคงแรงดีไม่มีตก แม้ฝนจะตกฟ้าจะร้อง เศรษฐกิจจะทรุดหรือการเมืองจะชุลมุนวุ่นวายอย่างไร อาหารญี่ปุ่นก็ยังฮอตฮิตถูกปากผู้บริโภคชาวไทยมากสุด จึงไม่แปลกใจกับภาพที่คนจำนวนมากยืนต่อคิวยาวเยียดอยู่หน้าร้านอาหารญี่ปุ่นในห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพราะด้วยรสชาติที่ถูกปากบวกกับกระแสรักสุขภาพทำให้ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นมีการเติบโตที่โดดเด่น ตลาดโดยรวมในปี 2550 ที่ผ่านมามีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าแนวโน้มมูลค่าตลาดธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยยังจะขยายตัวได้อีกค่อนข้างมาก
ปริชาติ อัศวเศรณี เจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่น ชิบูย่า กล่าวว่า ถึงวันนี้ผู้เล่นในธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นได้ถูกเปลี่ยนโฉมหน้าไป ไม่ได้จำกัดเฉพาะแบรนด์เนมรายใหญ่เท่านั้น แต่มีผู้เล่นรายย่อยกระโดดลงสู่สมรภูมินี้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ร้านระดับพรีเมียมที่อยู่ในห้างหรู ร้านสแตนด์อโลน ร้านห้องแถว ไปจนถึงคีออส รถเข็นต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีอยู่มหาศาล จึงทำให้วันนี้แม้ไปเดินตามตลาดนัดหรือตลาดสดก็จะพบแผงขายอาหารญี่ปุ่น ประเภทข้าวปั้นหรือมากิวางขายอยู่กับแผงขายอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารตามสั่ง จนเป็นภาพชินตา ซึ่งด้วยราคาขายที่ไม่แพงชิ้นละ 5-10 บาทเท่านั้น ทำให้นอกจากผู้ที่ชอบอาหารญี่ปุ่นจะเป็นลูกค้าหลักแล้ว ผู้บริโภคทั่วไปก็ยังให้ความสนใจทดลองรับประทานเป็นจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจอาหารญี่ปุ่นสไตล์ไทยๆ เป็นกิจการที่สร้างรายได้ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้
จึงกล่าวได้ว่าจากเทรนด์สู่ความชื่นชอบเปลี่ยนแปลงเป็นกระแสนิยม ส่งให้ธุรกิจอาหารญี่ปุ่นในวันนี้ยังคงแข็งแรง และหยัดยืนอยู่ได้ท่ามกลางความผันผวนทั้งหลายที่เกิดขึ้น
- นิตยสาร SMEThailand - Top 10 Business Make Money on Crisis


Be First To Comment
Leave Your Comments Below